<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ ประกาศผล 17 ก.ค. นี้ ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/522379</link>
<guid isPermaLink="false">2633f290fd975523312bddd19b94721d</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง ดังนี้ 1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ 2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ 3. การพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติกรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม โดยจะมีการประกาศผลการพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) เมื่อประกาศผลแล้ว<br />
ผู้ได้รับสิทธิที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง สำหรับการใช้สิทธิ&nbsp;<br />
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 และผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ไม่ได้รับสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569&nbsp;<br />
#ครมปรับเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ #ประกาศผล17กคนี้ #กระทรวงการคลัง &nbsp;#IOC<br />
#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260715e562b7768c7341197c2a8010d51bd34f155356.jpg' type='image/jpg' length='125099' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะสูตร “CARE” ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/522375</link>
<guid isPermaLink="false">54ab9a80501b2d1380e7f301bf3d4a43</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">(14 ก.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ &ldquo;สูตร CARE&rdquo; (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่<br />
- การปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป<br />
- ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น<br />
- ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน<br />
- กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกันเริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก ร้อยละ 80 ในปีที่สอง ร้อยละ 60 ในปีที่สาม ร้อยละ 40 ในปีที่สี่ และร้อยละ 20 ในปีที่ห้า นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากนำสูตรใหม่มาคำนวณและพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา<br />
โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา<br />
การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทย จะทำให้ผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ได้รับการคำนวณเงินบำนาญที่สะท้อนการนำส่งเงินสมทบตลอดช่วงชีวิตการทำงานมากยิ่งขึ้น มีความเป็นธรรม สมดุล สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic<br />
Co-operation and Development : OECD) ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่กองทุนประกันสังคมในระยะยาว</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">#ครมเคาะสูตรCARE #ปรับบำนาญชราภาพใหม่ #ลดความเหลื่อมล้ำเป็นธรรม #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260715f15a72dab801148bcc3908f7de9a1597155159.jpg' type='image/jpg' length='132351' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้ “คลัง” กู้เงิน ธนาคารโลก 4,550 ล้าน สร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520132</link>
<guid isPermaLink="false">79fde32f3405a4f03ce5d68f40a3656c</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 15:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ครม.ไฟเขียวกู้เงิน World Bank โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(7 ก.ค.69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้<br />
1. อนุมัติให้ กค. กู้เงินในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจากธนาคารโลกโดยธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development: IBRD) วงเงินรวมทั้งสิ้น 140.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,550 ล้านบาท)<br />
2. อนุมัติให้ กค. รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก โดย IBRD วงเงินรวมทั้งสิ้น 4.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 129.30 ล้านบาท)<br />
3. เห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ (Loan Agreement) ร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant Agreement) และเอกสารที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะลันตากลาง - ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง (โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ) และเห็นชอบในการระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารเงื่อนไขทั่วไป (General Conditions) ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเอกสารเงื่อนไขมาตรฐาน (Standard Conditions) ฉบับวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562<br />
4. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างสัญญาเงินกู้และร่างข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า&nbsp;<br />
5. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) จัดทำคำรับรองทางกฎหมาย (Legal Opinion) สำหรับสัญญาเงินกู้โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ ในโอกาสแรก ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามในสัญญาเงินกู้ดังกล่าวแล้ว<br />
6. มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ถูกระบุไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน (Project Administration Manual: PAM) ร่างสัญญาเงินกู้ ร่างข้อตกลง รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า กฎข้อบังคับต่าง ๆ ของธนาคารโลก และเอกสารแนบท้ายสัญญาที่เกี่ยวข้องของโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาฯ รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด<br />
<br />
#สะพานเชื่อมเกาะ #เกาะลันตา #ทะเลสาบสงขลา</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202607089a21deae8271a44017fedf77afa4bbba150909.jpg' type='image/jpg' length='95295' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดเวที ABAC ดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคการลงทุน หนุน FTA ยกระดับเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/520130</link>
<guid isPermaLink="false">6dbab3f441c8779b24d47bef7f1c1be6</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">นายกฯ เปิดเวที ABAC ดัน Thailand FastPass ลดอุปสรรคการลงทุน หนุน FTA ยกระดับเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(7 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุม APEC Business Advisory Council (ABAC) ครั้งที่ 3/2569 ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ ระหว่างวันที่ 6 - 9 กรกฎาคม 2569 จัดโดยสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประเทศไทย หรือ ABAC Thailand ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับ Mr. Li Fanrong ประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค 2026 หรือ ABAC Chair 2026 ซึ่งในปีนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเจ้าภาพและประธานร่วม Mr. Kyuho Lee และ Dr. Ho Sy Hung ABAC Co-Chair 2026 พร้อมด้วยผู้แทนจาก กกร. ผู้แทน ABAC Thailand และผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนไทย พร้อมระบุว่า ทุกครั้งที่สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประชุม จะมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีคุณค่าและได้รับการนำไปต่อยอดเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอยู่เสมอ จึงทำให้ ABAC เป็นกลไกสำคัญของ APEC ที่สะท้อนข้อเท็จจริงจากการดำเนินธุรกิจมาสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐได้อย่างแท้จริง ซึ่งภาคธุรกิจคือผู้ที่เข้าใจว่ามาตรการใดสามารถนำไปใช้ได้จริง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เชิญผู้บริหารระดับสูงและผู้นำภาคธุรกิจเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ทำให้การลงทุน การขยายธุรกิจ หรือการสร้างงานทำได้ยากขึ้น ซึ่งหลายครั้งคำตอบไม่ใช่มาตรการส่งเสริมเพิ่มเติม แต่เป็นการลดขั้นตอนและอุปสรรคที่ไม่จำเป็น สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และภาคธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากไม่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ไทยเป็นจุดหมายของการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยได้ผลักดันโครงการ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และทำให้โครงการลงทุนที่มีคุณภาพสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนในระดับภูมิภาค ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานต้องอาศัยความไว้วางใจ กฎระเบียบที่ชัดเจน โปร่งใส ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ในการรักษาตลาดให้เปิดกว้าง แม้ในช่วงเวลาที่เผชิญความท้าทาย จึงควรร่วมกันเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคให้มีความเชื่อมโยง หลากหลาย และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงสนับสนุนการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีคุณภาพ เนื่องจากการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดที่สะดวกยิ่งขึ้น โดย FTA ไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจในการตัดสินใจว่าจะลงทุน ผลิต หรือขยายกิจการในพื้นที่ใด โดยจุดแข็งของ APEC คือการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมย้ำว่า&nbsp;<br />
เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจมีคุณค่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจาก ABAC และผลักดันให้ข้อเสนอเหล่านั้นนำไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การขยายตัวของการค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปคประเทศไทย หรือ ABAC Chair Thailand กล่าวว่า การประชุม ABAC ครั้งที่ 3 ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของปี เนื่องจากเป็นเวทีในการรวบรวมและสรุปประเด็นสำคัญก่อนเข้าสู่การประชุมครั้งสุดท้ายของปี ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพและประธาน ABAC 2026 โดยปกติ การประชุม ABAC จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกไตรมาส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในแต่ละปี เพื่อให้ผู้แทนภาคธุรกิจจาก 21 เขตเศรษฐกิจเอเปคได้หารือ แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค การที่นายกรัฐมนตรีมากล่าวเปิดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ<br />
รัฐบาลไทยในการสนับสนุนบทบาทภาคเอกชนบนเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนแสดงศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของภูมิภาคอาเซียนต่อสายตาผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลก&nbsp;</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตลอดระยะเวลา 3 วันของการประชุม ผู้นำภาคธุรกิจจากเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชนไทย&nbsp;จะร่วมกันพิจารณาและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นสำคัญ อาทิ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน เพื่อกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เสนอแนวทางความร่วมมือ และสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจต่อทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อนนำผลลัพธ์ไปพัฒนาเป็น ABAC Report to APEC Economic Leaders เพื่อเสนอต่อผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปีนี้ ดังนั้น การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ABAC ครั้งที่ 3 จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค ผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย และร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเอเปค</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;"></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">#นายกเปิดเวทีABAC #ThailandFastPassลดอุปสรรคการลงทุน #หนุนFTAยกระดับเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก&nbsp;<br />
#นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260708ab5b26058c5ca7aa1586526a7ee6ae2b150325.jpg' type='image/jpg' length='1432935' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอนุทิน สั่งต่อยอดความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย ขยายช่วยค่าครองชีพ–อัดงบช่วยชาวไร่อ้อย 477 ล้าน ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515833</link>
<guid isPermaLink="false">8336d81115325a3e425c66196b662f91</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานผลสำเร็จจากการเดินทางไปร่วมประชุมระดับผู้นำอาเซียน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569&nbsp;เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระยะยาว โดยได้เข้าร่วมการหารือร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และผู้แทนองค์กรเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเชีย โดยการหารือมุ่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน ก๊าซ ปุ๋ย รวมถึงแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ&nbsp; ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน &nbsp;เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย และ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระยะต่อไป พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้<br />
1. กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน<br />
2. กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมความเชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคธุรกิจ และการติดต่อระหว่างประชาชนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ มุ่งยกระดับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค<br />
3. กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย&nbsp;(Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันโดยเร็ว&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขณะเดียวกันยังเดินหน้ามาตรการต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน และเกษตรกร โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งโครงการบรรเทาผลกระทบฯ โครงการธงเขียวราคาประหยัด พลัส และโครงการเยียวยา ลดค่าครองชีพประชาชน จากเดิมสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยให้ใช้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติ จำนวน 179.84 ล้านบาท เพื่อให้การดำเนินมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีช่วงระยะเวลาและความต้องการใช้ปุ๋ยแตกต่างกัน และเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยปริมาณสูงในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในขณะที่โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินค้า อุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานรากเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างทั่วถึง ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินโครงการทั้ง 2 โครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส&nbsp;ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งรักษากำลังซื้อของประชาชน ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ&nbsp;ทั้ง 2 โครงการ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)&nbsp;ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 ที่ได้เคยมีมติอนุมัติให้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี<br />
ร้อยละ 100 โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน&nbsp;477.05 ล้านบาท ดังนี้<br />
1 .เกษตรกรชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM2.5&nbsp;<br />
โดยไม่มีอ้อยเผาในคู่สัญญาเดียวกัน หากมีอ้อยยอดยาว มีกาบใบ และมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในคู่สัญญาเดียวกันให้หักส่วนนั้นออก และมีสัดส่วนปริมาณสิ่งปนเปื้อนในอ้อยไม่เกินร้อยละ 5 จำนวน 1,053 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 5.96 ล้านตัน วงเงินช่วยเหลือ 411.10 ล้านบาท<br />
2. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จำนวน 3,505 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี จำนวน 9 แสนตัน วงเงินช่วยเหลือ 62.34 ล้านบาท<br />
3. เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีร้อยละ 100 ให้กับโรงงาน ผลิตน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 ราย ปริมาณอ้อยสดคุณภาพดี 50,000 ตัน วงเงินช่วยเหลือ 3.61 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พร้อมกันนี้ เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิต ปี 2567/2568 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จากเดิม สิ้นสุด เดือนธันวาคม 2568 เป็น สิ้นสุดเดือนสิงหาคม 2569</span></span></span><br />
<span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;"></span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260624f3218cc159f6cb20f8dde0eb6cb7e7cd143243.jpg' type='image/jpg' length='151208' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand FastPass อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสร้างการลงทุน 7 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515825</link>
<guid isPermaLink="false">824dd654b9cdfafbd6bc6fd02c1918c6</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (23 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดการลงทุน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับผู้แทน 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในการลดระยะเวลาการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนลงกว่า 20-50% อาทิ การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การจัดทำรายงาน EIA การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนสามารถเริ่มดำเนินการและสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากอดีตไปอย่างมาก โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ &ldquo;ความเร็ว&rdquo; เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดตลาด จำนวนแรงงาน หรือต้นทุนการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถของประเทศในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา และเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการลงทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ความล่าช้าจึงกลายเป็นการสูญเสียโอกาส โดยทุกวันที่โครงการลงทุนต้องรอคอย หมายถึงการจ้างงานที่ยังไม่เกิดขึ้น รายได้ที่ยังไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้นในประเทศอื่นแทน ดังนั้นรัฐบาลจึงมุ่งปรับบทบาทการทำงานของภาครัฐจากการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล ไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก บนพื้นฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการลดเอกสารหรือขั้นตอนเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้ภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคส่วนต่าง ๆ ได้ Thailand FastPass ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพภาครัฐ คุณภาพของกฎระเบียบ ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้ง บัตร Thailand FastPass ที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับการทำงานภาครัฐ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของอาเซียน ภูมิภาค และของโลก โดยเชื่อมั่นว่าการขยายตัวของภาคธุรกิจจะก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งจะส่งต่อประโยชน์ไปยังภาคส่วนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยสนับสนุนการผลิต โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนในอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีแก่บริษัททั้ง 23 แห่งที่ได้รับบัตร Thailand FastPass โดยระบุว่าโครงการของทุกบริษัทไม่ใช่เพียงตัวเลขการลงทุน แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ศักยภาพของประเทศ และทิศทางอนาคตของเศรษฐกิจไทย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนต่อไป<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ &ldquo;การลงทุนจริง&rdquo; ที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ จึงได้สร้างกลไก BOI Fast Pass และ Thailand FastPass เพื่อเปลี่ยนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2569 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 10 ปี สะท้อนว่าเงินลงทุนเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ได้ยกระดับกลไกเร่งรัดการลงทุน โดยได้คัดเลือกและมอบบัตร Thailand FastPass แก่โครงการลงทุนที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศจำนวน 25 โครงการ จาก 23 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท สร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง เมื่อรวมกับโครงการที่รัฐบาลเร่งปลดล็อกก่อนหน้านี้แล้วตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงเกือบ 700,000 ล้านบาทในปี 2569 คาดว่า Thailand FastPass จะมีส่วนช่วยเร่งรัดโครงการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน สนับสนุนภาคการผลิต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกลไก FastPass ไม่ใช่เพียง Fast Track สำหรับนักลงทุน แต่เป็น Fast Track จากเงินลงทุนสู่ผลลัพธ์จริงสำหรับเศรษฐกิจไทยและคนไทย เงินลงทุนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน ดังนี้<br />
1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เป็นการฟื้นตัวที่นำด้วยการลงทุน กระตุ้นสั้นด้วยการลงทุน แต่จะเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว<br />
2) เป็นการสร้างงานใหม่และอาชีพใหม่ ทุกโครงการที่เดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงตำแหน่งงานใหม่ของวิศวกร ช่างเทคนิค นักบัญชี คนไอที โลจิสติกส์ และผู้ให้บริการในพื้นที่ให้เกิดเร็วขึ้นด้วย<br />
3) ทักษะใหม่และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนยุคใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องจักรเข้ามา แต่นำความรู้ใหม่เข้ามาด้วย ทำให้แรงงานไทยมีโอกาสยกระดับจากงานเดิมไปสู่งานที่มีทักษะและรายได้สูงขึ้น<br />
4) โอกาสของ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตในประเทศ เมื่อบริษัทใหญ่เข้ามาลงทุน สิ่งสำคัญคือจะต้องเชื่อมกับผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้รับเหมา โลจิสติกส์ อาหาร ที่พัก บริการ และ SMEs ไทยในพื้นที่<br />
5) เงินหมุนในพื้นที่ ซึ่งโครงการลงทุนหนึ่งโครงการไม่ได้สร้างเพียงโรงงาน แต่ยังสร้างความต้องการอาหาร ที่พัก รถรับส่ง ช่างซ่อม ผู้รับเหมา การขนส่ง และบริการรอบพื้นที่ นี่คือเงินที่หมุนกลับไปสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">#นายกเปิดThailandFastPass #อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ #ตั้งเป้าสร้างการลงทุน7แสนล้านบาท #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260624f2e3fc7b66be1352455f64bddeee8af1142415.jpg' type='image/jpg' length='190198' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ พะเยาคุมเข้ม “กุ้งก้ามแดง” ในกว๊านพะเยา ย้ำห้ามปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมชวนร้านอาหารนำไปประกอบเมนูสร้างรายได้]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515524</link>
<guid isPermaLink="false">db0699a54e6afc94a3a238f8f9c25753</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 16:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จังหวัดพะเยาติดตามสถานการณ์ &ldquo;กุ้งก้ามแดง&rdquo; หรือ Redclaw Crayfish อย่างใกล้ชิด หลังพบการแพร่กระจายในพื้นที่กว๊านพะเยา ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์น้ำพื้นถิ่นในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณกว๊านพะเยา โดยพบว่ากุ้งก้ามแดงส่วนใหญ่กระจายอยู่บริเวณบ้านทุ่งกิ่ว ตำบลบ้านตุ่น อำเภอเมืองพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำใสและสะอาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประมงจังหวัดพะเยาเปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวประมงประมาณ 10 ราย สามารถดักจับกุ้งก้ามแดงได้เฉลี่ยวันละ 1-2 กิโลกรัม และยังไม่พบผลกระทบต่อระบบนิเวศของกว๊านพะเยาอย่างชัดเจน ขณะที่ปริมาณกุ้งฝอยที่ลดลงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากกุ้งก้ามแดงโดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุการแพร่กระจายมาจากการลักลอบปล่อยกุ้งก้ามแดงลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกำชับว่า หากเลิกเลี้ยงต้องไม่ปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จังหวัดพะเยายังได้รณรงค์ให้ประชาชนและร้านอาหารนำกุ้งก้ามแดงที่จับได้ไปประกอบอาหารหรือจำหน่าย เพื่อช่วยลดจำนวนในธรรมชาติและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อกิโลกรัม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ พร้อมกำหนดมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ลักลอบปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และเชิญชวนผู้เพาะเลี้ยงที่ประสงค์จะเลิกเลี้ยงให้นำสัตว์น้ำส่งมอบแก่สำนักงานประมงจังหวัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว<br />
#กุ้งก้ามแดง #กว๊านพะเยา #จังหวัดพะเยา #ประมงจังหวัดพะเยา #สัตว์น้ำต่างถิ่น #ข่าวพะเยา</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260623723df9ce5977893c692353b29389da43164547.jpg' type='image/jpg' length='386112' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เก็บตก_ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน–รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513527</link>
<guid isPermaLink="false">2e65b1f71924e1169d58e19a1d0ca63e</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 17:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระยะ 5 ปี ครอบคลุมความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข่าวปลอมและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะลงนามแผนการหารือในโอกาสเดียวกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ร่างแผนดังกล่าวไม่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศและไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; 2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุม เพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 โดยร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ไม่ก่อพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซียในหลายมิติ ทั้งพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมช่วยเพิ่ม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">รายละเอียด</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(16 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปี แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย&ndash;แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือ ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน ซึ่งร่างแผนการหารือนี้ไม่ได้เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026 &ndash; 2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260617366aa7231e02bb5d1e4a20126a0266eb174059.jpg' type='image/jpg' length='219804' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513525</link>
<guid isPermaLink="false">aa7db0ca4493e139068d8fdc8b9ed9f1</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 17:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (16 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) &amp; e-Receipt (ใบรับ/ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์) และ e-Withholding Tax (ระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์) โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ<br />
2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ที่สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing (ระบบยื่นภาษีออนไลน์) 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty (การชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">#ครมเห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี70 #อำนวยความสะดวก #ลดต้นทุนภาคธุรกิจ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260617c6d5266aaf29219c0951f387c6f2ad7b173835.jpg' type='image/jpg' length='114678' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ให้สิทธิเช่าพื้นที่เพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ จัดสิ่งอำนวยความสะดวก ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างรายได้เข้ารัฐ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/517574</link>
<guid isPermaLink="false">12b1df6dded4265eabf8e08c2a3f5da1</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 10:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">ครม. เห็นชอบให้ รฟม. ให้สิทธิเช่าพื้นที่เพิ่มศักยภาพเชิงพาณิชย์ จัดสิ่งอำนวยความสะดวก ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและสร้างรายได้เข้ารัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารและลานอเนกประสงค์ ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท รวมทั้งหมด 56 แห่ง ประกอบด้วย (1) พื้นที่อาคารและลานอเนกประสงค์ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ จำนวน 17 แห่ง (2) พื้นที่ตามแนวสายทางเหนืออุโมงค์และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้ายกระดับและพื้นที่ตามแนวสายทางเข้า - ออก ศูนย์ซ่อมบำรุง โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 34 แห่ง และ (3) พื้นที่ตามแนวสายทางใต้โครงสร้างทางวิ่ง และสถานีรถไฟฟ้ายกระดับ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม จำนวน &nbsp;5 แห่ง เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กด เงินสดอัตโนมัติ (ATM) ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการการสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 69 เห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค เพื่อรองรับรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด หรือรถ EV จำนวน 1,520 คัน ทดแทนรถโดยสารเดิมที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 - 30 ปี เป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ทั้งหมดนี้เพื่อยกระดับการให้บริการและเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างรายได้เข้ารัฐอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ รฟม. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด<br />
<br />
#ครมเห็นชอบให้เช่าหรือให้สิทธิพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ #ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า #เพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ #ส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะ&nbsp;<br />
#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/2026063016c3dffcd9b6458e3c3e918b5a3a2992103659.jpg' type='image/jpg' length='174623' />
</item>
</channel>
</rss>
