<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลต่อยอดความสำเร็จ IMF–World Bank 2026 สู่การลงทุนจริง สร้างงาน กระจายรายได้]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554921</link>
<guid isPermaLink="false">2a66326b85dab27434f60c17c7a84fbd</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">เริ่มแล้ว IMF&ndash;World Bank 2026 รัฐบาลเปิดเวทีโชว์ศักยภาพเศรษฐกิจไทย &ldquo;เอกนิติ&rdquo; เดินหน้าดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ขยายความร่วมมือการเงินโลก หวังสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (12 ต.ค.69) น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า ประเทศไทยเริ่มเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF&ndash;World Bank Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ต.ค.69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลมุ่งใช้โอกาสที่ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนจากนานาประเทศเดินทางมาร่วมประชุม นำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจไทย ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กิจกรรมสำคัญในวันแรกคือการเปิดนิทรรศการ Thailand Pavilion ซึ่งเป็นพื้นที่นำเสนอศักยภาพและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัล การรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบสุขภาพกับเศรษฐกิจรองรับสังคมอายุยืน เพื่อสะท้อนจุดแข็งของไทยในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืนมาเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านเศรษฐกิจ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เตรียมใช้เวทีครั้งนี้นำเสนอความพร้อมของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในวันที่ 13 ต.ค.69 นายเอกนิติมีกำหนดเข้าร่วมเวที &ldquo;Building Resilience in a Fragmented World&rdquo; ร่วมกับนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก และนางริอิกกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ เพื่อหารือแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแผนหารือทวิภาคีกับผู้บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB) ได้ประกาศแผนการหารือระหว่างนายมูฮัมหมัด อัล จัสเซอร์ ประธานกลุ่ม IsDB กับนายเอกนิติ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เน้นย้ำว่า การเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลกครั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงการจัดงานให้สำเร็จ แต่ต้องต่อยอดเป็นโอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน สร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจและภาคบริการ พร้อมส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน โดยรัฐบาลจะใช้ตลอดสัปดาห์การประชุมผลักดันบทบาทประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การประชุมเต็มคณะของผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค.69 ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมประจำปีครั้งนี้...</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261027c7e2c22655dfa24ed33de27ffb3e0aa4162453.jpg' type='image/jpg' length='218321' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติมาตรการพยุงราคาข้าวนาปี–ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดูแลรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554824</link>
<guid isPermaLink="false">da36a7333bc98e4c1fdfa2514171ceff</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp;(20 ต.ค. 69) คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงิน 648 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 564 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวให้สามารถเก็บสต็อกและชะลอการระบายข้าวออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกให้เหมาะสมกับภาวะตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต ระยะที่ 2&rdquo; วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 84 ล้านบาท มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพสูง ยกระดับมาตรฐานและมูลค่าสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่สูงขึ้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 56,584.64 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานไปประกอบการดำเนินงานต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับมาตรการที่ได้รับอนุมัติในหลักการประกอบด้วย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน กำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม เป็นการใช้กลไกสินเชื่อเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเก็บข้าวไว้และชะลอการขายในช่วงที่ราคาตลาดยังไม่เหมาะสม ลดความจำเป็นในการเร่งขายผลผลิตทันทีหลังเก็บเกี่ยว และช่วยกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าว ช่วยเพิ่มบทบาทของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการผลผลิต และเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ซึ่งเสนอขอใช้งบประมาณจ่ายขาดจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,680 ล้านบาท นั้น เป็นการประมาณการกรอบวงเงินตามเป้าหมายการรับซื้อข้าวเปลือก ขณะที่ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของวงเงินงบกลาง ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนและกำหนดเป้าหมายของโครงการดูดซับข้าวเปลือกให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์จริง พร้อมนำผลการดำเนินโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 มาประกอบการพิจารณา ก่อนเสนอขอใช้จ่ายจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมีเงินสดคงเหลือปลอดภาระผูกพัน รวมกับงบประมาณที่ได้รับตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมทั้งสิ้น 2,655.5036 ล้านบาท โดยการพิจารณาใช้เงินกองทุนต้องคำนึงถึงความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันของกองทุนประกอบกันด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ป้องกันไม่ให้ราคาข้าวตกต่ำ และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้านการสร้างรายได้ในภาคเกษตร โดยมาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบการดำเนินการตามนัยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกทั้ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. เสนอ รวม 4 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 120.30 ล้านบาท เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนสภาพคล่อง และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยคณะรัฐมนตรีได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้งบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 71.50 ล้านบาท ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 20 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 60&ndash;120 วัน ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตออกจากตลาดชั่วคราว 200,000 ตัน พร้อมชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. โครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 51.50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่มีปริมาณข้าวโพดออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกระจายไปยังผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในแหล่งผลิตและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณตามมาตรา 27 และ 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 48.80 ล้านบาท ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 35 ล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 100,000 ตัน เพื่อให้สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อ รวบรวม และแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 4.50 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี และสถาบันเกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 13.80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 230 ล้านบาท หรือรายละไม่เกิน 230,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้เกษตรกรนำเงินทุนไปพัฒนากระบวนการผลิต เลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 4 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินงานในลักษณะเดียวกับปีการผลิต 2568/69 และใช้แหล่งเงินเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มาตรการหรือโครงการตามมาตรา 28 ต้องไม่เป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรแก่เกษตรกรโดยตรง ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 รวมถึงต้องไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการหรือประชาชนโดยตรง ดังนั้น มาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งนี้จึงใช้กลไกสินเชื่อ การเก็บสต็อก การรวบรวมและดูดซับผลผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่มาตรการอุดหนุนหรือประกันราคาโดยตรง โดยโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากนายกรัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยบริหารปริมาณผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ลดแรงกดดันด้านราคา และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่ราคาไม่เหมาะสม การสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต ขณะที่การส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงและการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว มุ่งให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน...</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261027b2f61225e4dbaab245daebb7f253487b135448.jpg' type='image/jpg' length='216507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 10,508 ล้าน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย “คลัง” ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554816</link>
<guid isPermaLink="false">28c2ad0129c4e15a21b7ebef1ea7ac16</guid>
<pubDate>Thu, 22 Oct 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ครม. อนุมัติงบกลาง 10,508 ล้าน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย &ldquo;คลัง&rdquo; ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 10,508.88 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีก 1,481,401 ครัวเรือน ในพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมผู้ประสบภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ซึ่งการอนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมงบประมาณรองรับผู้ประสบภัยที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังรับทราบและเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง ครอบคลุมมาตรการด้านการเงินและมาตรการภาษี ได้แก่ การพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาชำระหนี้ การให้สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเสริมสภาพคล่องแก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs มาตรการภาษี เช่น การลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้านไม่เกิน 100,000 บาท และรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 30,000 บาท ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย ขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษีให้ผู้ได้รับผลกระทบ และโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม&nbsp;โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 1 ตุลาคม 2570 ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ วงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยเร็ว</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202610270e002a7081df70452666ddaeb66d09f7135018.jpg' type='image/jpg' length='176264' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกความร่วมมือโลก สกัดสแกมเมอร์–ภัยไซเบอร์ ยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554944</link>
<guid isPermaLink="false">7cecb42f96c0f79558de4a2c1b1dd65d</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ไทยเปิดตัว &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo; ผนึกความร่วมมือโลก สกัดสแกมเมอร์&ndash;ภัยไซเบอร์ ยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล<br />
💻 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัว &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ในการประชุม IMF&ndash;World Bank Annual Meetings 2026 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดน<br />
📌 Bangkok Blueprint พัฒนาร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยรวบรวมบทเรียนจากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นแนวทางให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปรับใช้ ครอบคลุม 12 แนวทาง ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนายุทธศาสตร์และกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับภัยทุจริต การบริหารความเสี่ยงและบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างความร่วมมือ และการคุ้มครองผู้บริโภคพร้อมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล<br />
🛡️ ไทยเดินหน้ามาตรการป้องกันภัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking การตรวจสอบและสกัดกั้นบัญชีม้า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การใช้เทคโนโลยีตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และการเร่งช่วยเหลือผู้เสียหาย ควบคู่กับการส่งเสริมความรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์<br />
📉 ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินลดลงจากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังมีความเสียหายมากกว่า 9,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง<br />
🌐 การเปิดตัว Bangkok Blueprint จึงเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งในประเทศและระดับโลก เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงินตั้งแต่ต้นทาง ติดตามเส้นทางเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนทั่วโลก</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261027cb83b26a557345cbfaff56a10fd1c077164449.jpg' type='image/jpg' length='132699' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ สินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS กู้สูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนนาน 40 ปี ช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้านเป็นของตนเอง]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554939</link>
<guid isPermaLink="false">3c947162febba36a8d579b33a2b990c7</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ปลูกสร้างอาคารหรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของรัฐ หรือซื้ออาคารหรือห้องชุดบนที่ดินของรัฐ และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพการชำระหนี้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ </span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.8 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.6 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินสินเชื่อต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี </span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าสินเชื่อจะเต็มกรอบวงเงินโครงการ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไป&nbsp;ตามที่ ธอส. กำหนด กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพและการยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต รวมถึงส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งการใช้จ่ายในภาคก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงานและการบริโภคสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าการดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ..</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261027538939636da42775f39ad206e3276f22164037.jpg' type='image/jpg' length='116354' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบเพิ่ม “สมุทรสงคราม” เป็นพื้นที่จ่ายเงินเยียวยาอุทกภัย พร้อมเร่งโอนเงินถึงมือประชาชน]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/554923</link>
<guid isPermaLink="false">6e33b5dbde650aed95589343e78e6713</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ครม. เห็นชอบเพิ่ม &ldquo;สมุทรสงคราม&rdquo; เป็นพื้นที่จ่ายเงินเยียวยาอุทกภัย พร้อมเร่งโอนเงินถึงมือประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เห็นชอบเพิ่มเติม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นพื้นที่จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 จากกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม<br />
&nbsp;ผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์<br />
&nbsp;กรณีบ้านถูกน้ำท่วมตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป รับเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน<br />
&nbsp;กรณีน้ำล้อมตามหลักเกณฑ์ รับ 5,000 บาทต่อครัวเรือน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับจังหวัดสมุทรสงคราม มีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 22,357 ครัวเรือน จากสถานการณ์ฝนตกหนักและระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองเพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กำชับทุกจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจและส่งรายชื่อผู้ประสบภัยมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อประสานธนาคารออมสินเร่งโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนตามลำดับรายชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจาก 60 จังหวัด มากกว่า 1.2 ล้านคน โดยมีจังหวัดที่ส่งรายชื่อมายัง ปภ. แล้ว ได้แก่ สระแก้ว และกระบี่ ซึ่ง ปภ. จะส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการโอนเงินให้ประชาชน ภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน และไม่ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายทั้งหมด จึงจะสามารถดำเนินการช่วยเหลือ เพื่อให้เงินเยียวยาถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด</span></span></p>

<p><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><br />
#น้ำท่วม2569 #เยียวยาน้ำท่วม #เงินเยียวยา9000บาท #สมุทรสงคราม #ครม #ปภ #ธนาคารออมสิน #ช่วยเหลือผู้ประสบภัย #ข่าวประชาสัมพันธ์ #รัฐบาลไทย</span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202610274741fb088f674ea56ae2f0fbe5c8ba0e162900.jpg' type='image/jpg' length='55655' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เชียงราย เปิด Learning Space 20 วัน 20 แหล่งเรียนรู้ เชื่อมเชียงราย–เชียงใหม่ สู่เมืองแห่งการเรียนรู้]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/553556</link>
<guid isPermaLink="false">0fd39ad572bd66828c8f5ffe3b8e3cf8</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 16:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">วันที่ 25 กันยายน 2569 จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย เปิดกิจกรรม Learning Space: การเรียนรู้สู่การท่องเที่ยวที่ไม่สิ้นสุด ภายใต้โครงการ Learning City, Knowledge Linked Tourism มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้จากพื้นที่จริง ผ่านกิจกรรม Workshop นิทรรศการ และผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ร่วมกันเปิดพิธีกิจกรรม Learning Space: การเรียนรู้สู่การท่องเที่ยวที่ไม่สิ้นสุด ภายใต้โครงการ Learning City, Knowledge Linked Tourism ณ ที่ สถานีขนส่งเชียงราย แห่งที่1 อาคารดาวน์ทาวน์ อ.เมือง จ.เชียงราย เทศบาลนครเชียงราย พร้อมกล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมสถานที่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับชุมชน และร่วมสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน<br />
นายวันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายในฐานะสมาชิก UNESCO Global Network of Learning Cities ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วม ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยกิจกรรม Learning Space ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างเชียงรายและเชียงใหม่<br />
ด้านนายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรม Learning Space จัดขึ้นจำนวน 10 ครั้ง ระหว่างวันที่ 25 กันยายน&ndash;ตุลาคม 2569 เปิดให้เข้าร่วมฟรี ทั้งการเรียนรู้และ Workshop ตลอด 20 วัน กับ 20 แหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ศิลปะและสถาปัตยกรรม อาหาร ชาและกาแฟ ธรรมชาติและการเกษตร ศาสนาและวัฒนธรรม วิถีชีวิต การค้าผ้าล้านนาและชาติพันธุ์ รวมถึงกีฬา นันทนาการ และสุขภาพ<br />
กิจกรรมแต่ละแห่งได้รับการออกแบบร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรื่องราวของชุมชน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงเดินทางไปชม แต่สามารถเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ด้วยตัวเอง<br />
นอกจากนี้ยังเปิด 2 แคมเปญสำหรับผู้สนใจสร้างคอนเทนต์ ได้แก่ Learn &amp; Reel Challenge &ldquo;เรียนให้ลึก รู้ให้จริง เล่าให้โลกเห็น&rdquo; ให้เลือก 1 จาก 20 Learning Spaces เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านคลิป และ Journey to Reel &ldquo;จากเส้นทางการเรียนรู้...สู่เรื่องเล่าของคุณ&rdquo; ให้เลือก 1 จาก 6 Learning Journeys เพื่อออกเดินทางค้นพบผู้คน วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ ศิลปะ และเรื่องราวที่เชื่อมโยงเชียงรายกับเชียงใหม่<br />
ทั้ง 2 แคมเปญเปิดรับผลงานระหว่างวันที่ 20 กันยายน&ndash;20 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. โดยมีเงินรางวัลและ Gift Voucher รวมมูลค่ากว่า 480,000 บาท แบ่งเป็นแคมเปญละกว่า 220,000 บาท ประกาศผลวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. และมอบรางวัลวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ณ สวนตุงและโคมนครเชียงราย<br />
สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม Journey to Reel สามารถสมัครผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ของโครงการ ส่วน Learn &amp; Reel Challenge เปิดรับผู้ที่ต้องการเลือกแหล่งเรียนรู้ 1 แห่งจาก 20 Learning Spaces เพื่อสร้างสรรค์เรื่องราวจากประสบการณ์จริง<br />
โครงการ Learning City, Knowledge Linked Tourism มุ่งสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับแหล่งเรียนรู้ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการเรียนรู้ พร้อมขับเคลื่อนเชียงรายและเชียงใหม่สู่เมืองแห่งการเรียนรู้ในระดับสากล<br />
ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม ตาราง Learning Space และการประกวดทั้ง 2 แคมเปญได้ทาง Facebook Fanpage &ldquo;เมืองแห่งการเรียนรู้ เชียงราย-เชียงใหม่ Learning City&rdquo;</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261022c36b4ac8e63913d9fa15a16f84ae8ef5165859.jpg' type='image/jpg' length='382047' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) เตรียมเปิดนิทรรศการโซนใหม่ “โบราณดาราศาสตร์” ณ อุทยานดาราศาสตร์ สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/553554</link>
<guid isPermaLink="false">c4058f844bbf0308d7da923411243c59</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 16:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) เตรียมเปิดนิทรรศการโซนใหม่ &ldquo;โบราณดาราศาสตร์&rdquo; ชวนย้อนรอยภูมิปัญญามนุษย์ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว โบราณสถาน และวิถีชีวิต เปิดเข้าชมตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา&nbsp;<br />
นิทรรศการ &ldquo;โบราณดาราศาสตร์&rdquo; (Archaeoastronomy) จัดแสดงประวัติศาสตร์และมรดกทางดาราศาสตร์ รวมองค์ความรู้ด้านโบราณวิทยาและดาราศาสตร์บูรณาการร่วมกัน ร้อยเรียงความสัมพันธ์ระหว่างท้องฟ้ากับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของมนุษย์ในอดีต ผ่านหลักฐานจากโบราณสถาน สถาปัตยกรรม ปฏิทิน ประเพณี และความเชื่อ เชื่อมโยงองค์ความรู้จากอารยธรรมโลกสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางและวางผังวัด พระธาตุ ศาสนสถาน และโบราณสถาน ถ่ายทอดเนื้อหาผ่านชุดนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชม ส่งเสริมการสังเกต คิดวิเคราะห์ และตั้งคำถาม ให้ผู้เข้าชมโดยเฉพาะเด็ก และเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป เปิดให้บริการ 2 แห่ง ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
พร้อมกันนี้ สดร. ได้จัดเสวนาพิเศษ &ldquo;ตามรอยกาลผ่านดวงดาว&rdquo; ในวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 19:00 - 20:00 น. ที่ท้องฟ้าจำลอง อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จังหวัดเชียงใหม่ โดย ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ประธานกรรมการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และ อ. อรพิน ริยาพร้าว ผู้เชี่ยวชาญและหัวหน้ากลุ่มวิจัยประวัติศาสตร์และมรดกดาราศาสตร์ NARIT ร่วมพูดคุยในมุมมองด้านดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่การอ่านท้องฟ้าและการใช้ดวงดาวเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต ไปจนถึงการกำหนดทิศทาง วางผังเมือง วัด และโบราณสถาน รวมถึงแนวทางต่อยอดคุณค่าของมรดกทางดาราศาสตร์สู่การท่องเที่ยวไทย</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202610220aee4581e7fa4c323bb16205a77912da165524.jpg' type='image/jpg' length='70979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ รัฐบาลเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ย้ำแจ้งเตือนล่วงหน้า ยกของขึ้นที่สูง อพยพ ลดความสูญเสีย]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/547576</link>
<guid isPermaLink="false">e77651e8a33a12a54c911bcff45fbe57</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 16:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">รัฐบาลระดมทุกหน่วยงานรับมือสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนและอพยพประชาชน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเร่งระบายน้ำ ตลอดจนการจัดอาหาร การแพทย์ พาหนะ และเครื่องจักร เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว<br />
🔹 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งมหาดไทยติดตามสถานการณ์น้ำใน กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม หลังเขื่อนวชิราลงกรณ์มีน้ำมากกว่า 90% ของความจุ พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุ แจ้งเตือนประชาชนและอพยพล่วงหน้า โดยเน้นกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก รวมถึงเร่งเคลื่อนย้ายรถและยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมเตรียมอาหารปรุงสุก 3 มื้อสำหรับผู้ที่อพยพ<br />
🔹 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำชับราชบุรีและพื้นที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือน้ำแม่กลองที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมวางแนวกั้นน้ำ เสริมจุดป้องกัน และติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางและเร่งดูแลระบบไฟฟ้าให้ประชาชน<br />
🔹 นายวรศิษฎ์ เลียงประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ เคหะร่มเกล้าและลาดกระบัง สั่งเร่งระบายน้ำและเสริมเครื่องสูบน้ำในจุดวิกฤต พร้อมเริ่มสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมการฟื้นฟู<br />
⚠️ กรมชลประทาน ปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จาก 2,000 เป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่ 29 ก.ย. 69 และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาอาจสูงขึ้นอีก 1&ndash;1.2 เมตร ปภ.ขอให้ประชาชนริมแม่น้ำในพื้นที่เสี่ยง ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ และดูแลกลุ่มเปราะบาง<br />
🔹 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่สมุทรปราการ ติดตามการระบายน้ำ พร้อมระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เตรียมพื้นที่ชะลอน้ำ ศูนย์พักพิง และแผนอพยพ รวมถึงกำชับให้แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า<br />
🔹 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามระบบระบายน้ำในกรุงเทพฯ ร่วมประเมินข้อมูลระดับน้ำและวางแผนเร่งระบายน้ำ โดยเน้นทั้งการบริหารจัดการน้ำและการดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง<br />
🔹 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เรือ อากาศยาน และอุปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือ พร้อมเปิดครัวสนามที่ลาดกระบัง ประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายประชาชน และดูแลสัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบ<br />
🔹 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำกับการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งรับน้ำและผันน้ำเข้าทุ่งที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เพื่อหน่วงน้ำและลดแรงกดดันพื้นที่ตอนล่าง พร้อมใช้ Risk Map (แผนที่เสี่ยงภัย) ประเมินพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า และกำชับการสื่อสารข้อมูลให้ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นเอกภาพ<br />
🔹 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด 1,267 ราย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.18 ล้านบาท พร้อมเร่งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และเพิ่มกำลังสูบน้ำ&ndash;เฝ้าระวังนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง<br />
🔹 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จัดจุดบริการทางการแพทย์ในเคหะชุมชนร่มเกล้า พร้อมใช้ระบบ VDO Call DMS Tele ผ่าน &ldquo;หมอพร้อม&rdquo; ให้คำปรึกษาและติดตามการรักษา รวมถึงเตรียมยา เวชภัณฑ์ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และแผนฟื้นฟูสุขภาพหลังน้ำลด<br />
🔹 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมสนับสนุนโรงครัวกลาง พอช. จัดอาหารปรุงสุกแจกจ่ายผู้ประสบภัย โดยประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือผ่าน สายด่วน พม. 1300 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
🔹 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระดมพาหนะ เรือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ รวม 160 อัตรา สนับสนุนพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เน้นเข้าถึงจุดที่ประชาชนเดือดร้อนหรือพื้นที่ที่ยานพาหนะทั่วไปเข้าไม่ถึงอย่างรวดเร็วและปลอดภัย<br />
📢 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เมื่อมีการแจ้งเตือนให้เตรียมยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เตรียมสิ่งของจำเป็น และปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการอพยพ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และกลุ่มเปราะบาง<br />
☎️ หากต้องการความช่วยเหลือในพื้นที่ ให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20261002919c7955f9bf64e22351068f88a0a01d165259.jpg' type='image/jpg' length='60368' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บสย. เปิด “Nano Plus” ช่วยคนตัวเล็ก เข้าถึงสินเชื่อในระบบง่ายขึ้น]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/547572</link>
<guid isPermaLink="false">cd24ddc7a419e048c40cc05fef6dfbaa</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ &ldquo;นาโนพลัส&rdquo; ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า&nbsp;1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น<br />
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ &ldquo;Nano Plus&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น มีเงินทุนหมุนเวียน และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ<br />
🤝 บสย. ขยายการค้ำประกันไปยังธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ และ Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของ ธปท. พร้อมเตรียมรองรับ Virtual Bank ในอนาคต<br />
⭐ 3 จุดเด่น Nano Plus<br />
1️⃣ วงเงินค้ำประกัน 5,000&ndash;50,000 บาทต่อราย<br />
2️⃣ ค้ำประกันสูงสุด 4 ปี<br />
3️⃣ ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี<br />
📌 โครงการกำหนดวงเงินค้ำประกันรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มเฟสแรก 500 ล้านบาท คาดช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 9,860 ล้านบาท<br />
🎯 มุ่งเพิ่มสภาพคล่อง รักษาอาชีพและรายได้ ลดข้อจำกัดด้านหลักประกัน และช่วยประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความผันผวน</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202610026e1b3032842c44fcfb3bc6c2f597a96d164339.jpg' type='image/jpg' length='45607' />
</item>
</channel>
</rss>
