<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบเดินหน้า FTA ไทย – ภูฏาน พร้อมยกระดับ FTA อาเซียน – จีน สู่ ACFTA 3.0 เสนอรัฐสภา เดินหน้าขยายโอกาสการค้าไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/511651</link>
<guid isPermaLink="false">27b0082fb2327c8a4b5ba1ed930910a6</guid>
<pubDate>Fri, 12 Jun 2026 08:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand&ndash;Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภา ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 พร้อมเตรียมดำเนินมาตรการรองรับเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นการเดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยความตกลงการค้าเสรีไทย &ndash; ภูฏาน เป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุม 10 บท และ 4 ภาคผนวก มีเป้าหมายเพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนสร้างกติกาทางการค้าที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ความตกลงฉบับปรับปรุงยังครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ของภูฏาน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนา (เป็นแนวคิดของภูฏานที่ต้องการผสาน สติ เข้ากับ ความยั่งยืน และ ความสงบสุข เพื่อให้เมืองเติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ และสร้างคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏานร้อยละ 94 ของรายการสินค้า โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มขึ้นจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตสึทาเกะ และผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 &ndash; 0.03 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,130 &ndash; 4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏานเพิ่มขึ้นร้อยละ 229 &ndash; 266 หรือประมาณ 12,355 &ndash; 14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05 &ndash; 0.06 หรือประมาณ 1,785 &ndash; 1,990 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแม้รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากรประมาณ 215,696 บาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ไทยจะได้รับมีมูลค่าสูงกว่ามาก ความตกลงการค้าเสรีไทย &ndash; ภูฏาน จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังเอเชียใต้ สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน และความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ความตกลงมีผลผูกพันต่อไป ซึ่งความตกลงการค้าเสรีอาเซียน &ndash; จีน (ASEAN&ndash;China Free Trade Agreement: ACFTA) ถือเป็นหนึ่งในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยมีผลใช้บังคับด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนมาแล้วหลายปี ก่อนที่จะมีการยกระดับเป็น ACFTA 2.0 ในปี 2559 และล่าสุด อาเซียนและจีนได้เจรจาปรับปรุงความตกลงอีกครั้งจนแล้วเสร็จในปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการค้าในยุคใหม่ ภายใต้กรอบ ACFTA 3.0<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ACFTA 3.0 เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงข้อผูกพันเดิมด้านการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนไว้เช่นเดิม ไม่มีการเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิก สำหรับการปรับปรุง อาทิ การยกระดับพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลการนำเข้า ส่งออก อย่างโปร่งใส และการเร่งรัดการตรวจปล่อยสินค้าที่เน่าเสียง่ายให้แล้วเสร็จภายใน 6 ชั่วโมงหลังสินค้ามาถึง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ACFTA 3.0 ยังเพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล ณ จุดเดียว (Single Window) การชำระเงินดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การลงทุนสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยความตกลงฉบับนี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมากกว่า 4,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าการยกระดับความตกลงดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ การยกระดับ ACFTA 3.0 จะช่วยให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชนไทยในระยะยาว...</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/2026061249b85931541cf0f4d99bc210cf082fc1085148.jpg' type='image/jpg' length='287907' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่วันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 พร้อมร่วมกับมหาดไทยสำรวจกลุ่มชายขอบที่อาจมีคุณสมบัติแต่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509220</link>
<guid isPermaLink="false">ceeb163614ea36fc7b9dcc7076f27bb7</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 พร้อมร่วมกับมหาดไทยสำรวจกลุ่มชายขอบที่อาจมีคุณสมบัติแต่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ<br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง&nbsp;</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&nbsp;</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังเปิดเผยอีกว่า ขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันเข้าลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ โดยสรุปได้ดังนี้</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"></span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">4) ไม่มีบัตรเครดิต</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">😎 ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ทั้งนี้ รายละเอียดคุณสมบัติตามมติที่คณะรัฐมนตรีกำหนดปรากฏตามเอกสารแนบท้าย</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">พร้อมนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดำเนินการสำรวจผู้ที่มีคุณสมบัติและยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท. เพื่อนำมาตรวจสอบตามคุณสมบัติใหม่ข้างต้นด้วย</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2.ขั้นตอนการดำเนินการ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">1) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ต้องทำการลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ทุกราย โดยสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 4 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา จะดำเนินการสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และลงทะเบียนข้อมูล ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท. โดยเจ้าหน้าที่ของ มท. กทม. และเมืองพัทยา จะอำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนในพื้นที่โดยตรง</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">3) การประกาศผลผู้ลงทะเบียนจะมีในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">4) สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทาง แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">3.การจัดสรรประชารัฐสวัสดิการสำหรับโครงการฯ</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่ (1) วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน (2) วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (3) วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่ (1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) (2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) (3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (4) รถไฟ (5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร (6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน (7) รถสองแถวรับจ้าง และ (😎 เรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ (4) มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด และ (5) มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ข้อมูลเพิ่มเติม : ติดตามรายละเอียดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-ระบบยืนยันการลงทะเบียนของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: Helpdesk 02-640-3701 (8.00 &ndash; 18.00 น. ทุกวัน) และสำนักงาน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ปลัดกระทรวงการคลัง โทร. 02-126-5900 ต่อ 30353 &ndash; 30355 (08.30 &ndash; 16.30 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงมหาดไทย: สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย โทร. 02-791-7517 (08.30 &ndash; 16.30 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-คุณสมบัติและวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 08-5842-7102 ถึง 7109 และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง โทร. 09-4858-9794 (08.30 &ndash; 16.30 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 02-109-2345 (08.30 &ndash; 17.30 น. วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">-การลงทะเบียนสวัสดิการอื่น ๆ ผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์: ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. 1300</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202606040bc9f3e5b2dbcec12f9f1f6969ed5c07103007.jpg' type='image/jpg' length='142392' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ ครม. ไฟเขียว ขสมก. ใช้พื้นที่ รฟม. 3 แห่ง ทำอู่รถเมล์ EV เชื่อมต่อรถไฟฟ้า เพิ่มรายได้-ยกระดับขนส่งสาธารณะ]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/507256</link>
<guid isPermaLink="false">5b4dae22542e5e18acce5ebeffb4b6df</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวน 3 แห่ง เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) และกิจการสาธารณูปโภค เพื่อรองรับแผนเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน ทดแทนรถโดยสารเก่าที่ใช้งานมากว่า 20-30 ปี</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">พื้นที่ทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย<br />
📍ศูนย์ซ่อมบำรุงสถานีคลองบางไผ่<br />
📍ลานจอดแล้วจรสถานีเคหะฯ<br />
📍ศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง<br />
โดยกำหนดระยะเวลาเช่า 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่ พร้อมติดตั้งระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถโดยสาร EV</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">รัฐบาลชี้ว่า โครงการนี้จะช่วยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างของ รฟม. ให้เกิดมูลค่า เพิ่มรายได้และจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า รวมถึงช่วยเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้าได้สะดวกมากขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ ลดมลพิษ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน<br />
ขสมก. เตรียมลงนามสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ใช้เวลาปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปี ก่อนรับมอบรถ EV งวดแรกในเดือนเมษายน 2570</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202605284f628f09edf9a004ea88c41451246829095815.jpg' type='image/jpg' length='199090' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ไฟเขียว “ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เฟส 2” บรรจุครูคืนถิ่น ยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/507254</link>
<guid isPermaLink="false">e8f8b1c80a17a504d2980fa76874b201</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 09:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ &ldquo;โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2&rdquo; พ.ศ. 2569&ndash;2582 พร้อมอนุมัติงบประมาณกว่า 2,037 ล้านบาท เพื่อผลิตครูคุณภาพสูง แก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย<br />
โครงการตั้งเป้าผลิตครูจำนวน 16,033 คน รวม 9 รุ่น โดยจะเริ่มเปิดรับนักศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2570&ndash;2578 และเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูในช่วงปี 2574&ndash;2582<br />
ครูที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ภาษาอังกฤษ และเทคโนโลยี พร้อมฝึกปฏิบัติงานจริงในโรงเรียนต้นแบบ เพื่อสร้าง &ldquo;ครูยุคใหม่&rdquo; ที่มีสมรรถนะสูง รองรับการพัฒนาผู้เรียนตามแนวทาง PISA มาตรฐานสากล</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จุดเด่นสำคัญของโครงการ คือ เมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์ จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนา หรือพื้นที่ที่หน่วยงานผู้ใช้ครูต้องการ โดยมีเงื่อนไขไม่ขอย้ายภายใน 5 ปี เพื่อแก้ปัญหาครูขาดแคลนอย่างตรงจุด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและห่างไกล<br />
รัฐบาลย้ำว่า โครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูประบบผลิตครูไทย สร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลกอย่างยั่งยืน</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">#ครม #ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น #ครูคืนถิ่น #การศึกษาไทย #ครูไทย #PISA #อว #สพฐ #พัฒนาการศึกษา #ครูยุคใหม่</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/202605287f8eaf564af257446537ffb799d87108095633.jpg' type='image/jpg' length='134786' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งการทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน “อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก ถึง 21 พ.ค.]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/509782</link>
<guid isPermaLink="false">dfecd99b06b05905c3b8366de00c2681</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 16:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นายกฯ สั่งการทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน &ldquo;อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก ถึง 21 พ.ค.<br />
///<br />
&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีคณะองคมนตรีร่วมสังเกตการณ์&nbsp;<br />
ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จ<br />
พระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที นายกรัฐมนตรี ย้ำว่ารัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่เกิดมากขึ้น แม้เข้าสู่ &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ ประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ยังได้ประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260605fad6970fba3d2fdbcf09eb28c51368d9164115.jpg' type='image/jpg' length='53824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - ศุภจี ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาประหยัด สู่ชุมชนทั่วประเทศ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/504328</link>
<guid isPermaLink="false">c19d65ef3c3e7b76806cc854d32a016d</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; พร้อมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดบริการไปรษณีย์ไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ประกอบการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก ตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ได้ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2569 โดยผู้ประกอบการรถพุ่มพวงจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อพ่วงข้าง ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า แต่ต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด ติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าสามารถเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษ และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งจะช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน และสร้างรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน<br />
รายละเอียด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (12 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; โดยได้สวมเสื้อกั๊กโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ เยี่ยมชมขบวนรถพุ่มพวงบริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี และเป็นประธานปล่อยขบวนรถพุ่มพวง โดยบีบแตรเป็นสัญลักษณ์เพื่อ Kick Off โครงการฯ พร้อมกับพา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซ้อนท้ายรถพุ่มพวงประเภทสามล้อพ่วงข้าง ขับจากบริเวณหน้าตึกสันติไมตรีไปยังตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน รับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม &ndash; 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน ทั้งนี้รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวงซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง ยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคา หลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวง ทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ (S) ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อพ่วงข้าง (M) ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ (L) ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1 - 7 พฤษภาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น&nbsp;</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">10,397 ราย จำแนกเป็น รถจักรยานยนต์ (S) 2,323 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง (M) 4,535 ราย และรถกระบะ (L) 3,539 ราย นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อพ่วงข้างได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด&nbsp;</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260519b5aab8971656b5b0c7c990bc1bfef92f101901.jpg' type='image/jpg' length='220555' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง บรรเทาค่าครองชีพผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยา-มอบสิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัวกำลังพลชายแดนไทย - กัมพูชา]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/504326</link>
<guid isPermaLink="false">3b25579322e548753738b8154842262a</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. อนุมัติงบกลาง จำนวน 1,667.68 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและสังคมให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล 2. อนุมัติงบกลาง จำนวน 452 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยากำลังพลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 91 นาย อีกทั้ง คณะรัฐมนตรี</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">ยังได้มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 27 ราย โดยให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย ได้รับ &ldquo;สิทธิบัตรทองฮีโร่&rdquo; ให้สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะกำลังพลคือผู้เสียสละเพื่อชาติ ปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ</span></span></span></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">(12 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">1. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667.68 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ โดยนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667,680,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและสังคมให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">2. คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยากำลังพลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 91 นาย วงเงินรวมทั้งสิ้น 452,350,000 บาท ดังนี้ 1) กองบัญชาการกองทัพไทย วงเงิน 11,500,000 บาท 2) กองทัพบก วงเงิน 419,850,000 บาท และ 3) กองทัพเรือ วงเงิน 21,000,000 บาท โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น</span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบมอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการเพื่อให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์การปะทะกันตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลง&nbsp;</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">จากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี โดยมอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ &ldquo;สิทธิบัตรทองฮีโร่&rdquo; หรือ UC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และสิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม รัฐบาลตระหนักดีว่ากำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน คือผู้เสียสละอย่างสูงสุด การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องยืนเคียงข้างครอบครัวของผู้กล้าอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียสละเพื่อชาติ ไม่ควรถูกจดจำเพียงในวันที่จากไป แต่ครอบครัวของเขาต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ&nbsp;</span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">นี่คือการส่งต่อความมั่นคงจากแนวหน้า สู่ความมั่นใจของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/2026051920eeeb778fc3a8cd72e9e11b4b5724cb101144.jpg' type='image/jpg' length='55357' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน เสนอสภา  14 พ.ค. นี้]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500632</link>
<guid isPermaLink="false">9b8f51754f5647daba938db76128cc41</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 17:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;">คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่&nbsp;<br />
1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาทนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;<br />
ยืนยันว่า ยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน<br />
ของประเทศ โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ&nbsp;<br />
จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์<br />
ของประชาชน สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจง<br />
ในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570<br />
รายละเอียด<br />
(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและ<br />
ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร&nbsp;<br />
ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
กระทรวงการคลัง พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ<br />
จากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน<br />
ทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ&nbsp;<br />
คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้&nbsp;<br />
เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&nbsp;<br />
และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง<br />
ของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณา<br />
เป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงาน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้<br />
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวน<br />
มานานถึง 9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ&nbsp;<br />
ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้<br />
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงาน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงาน<br />
จากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต<br />
นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้วยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมาย<br />
สำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและ<br />
การจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน&nbsp;<br />
(กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด&nbsp;<br />
ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า<br />
เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการ<br />
และเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการ<br />
พาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบาง<br />
ทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด&nbsp;<br />
แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้<br />
ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม&nbsp;<br />
คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหา<br />
เชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน&nbsp;<br />
ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน&nbsp;<br />
ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP&nbsp;<br />
อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP&nbsp;<br />
ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้าง<br />
ต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง<br />
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไป<br />
ตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570&nbsp;</span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260506adfc550a182cfa0764d68f50e381cf47171039.jpg' type='image/jpg' length='176533' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กู้ยืมเงิน 2 หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่อง พยุงราคาพลังงาน]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499021</link>
<guid isPermaLink="false">aec8ef7d92e817b166cad847c59d173f</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 10:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ทำให้กองทุนเป็นหนี้ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวม 5.6 หมื่นล้านบาท และมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ในวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลวันที่ 28 เมษายน 2569 ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท สำหรับการชดเชยนี้ยังส่งผลทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยถูกกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย &nbsp;โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 &ndash; 118.56 บาทต่อลิตร&nbsp;<br />
รายละเอียด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพ ของประชาชน ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งการอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังต้องนำเงินมาชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลล่าสุด วันที่ 28 เมษายน 2569 กระทรวงพลังงานรายงานว่า ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนสถานการณ์พลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัว หลังจากความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องหยุดชะงักลง โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกกำหนดการเยือนปากีสถานของตัวแทนเจรจา ขณะที่อิหร่านยังคงเดินหน้าปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประกอบกับตลาดยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจลุกลามและพัวพันไปถึงอิสราเอลและเลบานอน สถานการณ์ความไม่แน่นอนทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าราคาจะยังคงผันผวนและมีความอ่อนไหวสูงตราบใดที่เส้นทางการขนส่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 101 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 21 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 26 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 75.45 ล้านลิตร และจำหน่าย 53.37 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันขายปลีกของประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยมีราคาถูกกว่า โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 &ndash; 118.56 บาทต่อลิตร &nbsp;/&hellip;.</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260430965ba0853c3b9cbc74180247b0eef7bf102140.jpg' type='image/jpg' length='436020' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท รอบบิล มิ.ย.นี้]]></title>
<link>https://radiolampang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499015</link>
<guid isPermaLink="false">b68d35f2ab6cd8d18624f8f0a739aba8</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="color:#000000;"><span style="font-family:DBHelvethaicaX;"><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับสูตรค่าไฟใหม่จะแบ่งการคิดราคาเป็นแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย ใน 200 หน่วยแรกจะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนที่เกินจะคิดอัตราหน่วยละ 3.59 บาท ถูกลงกว่าเดิมร้อยละ 10 และกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดอัตราใหม่ที่หน่วยละ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะประชุมณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องไปทำประชาพิจารณ์ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก และยังขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ โดยให้ลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้รวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า รวมถึงส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model (เจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเอง) ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 หันมาใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED ใช้ระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน ส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ และส่งเสริมพลังงานชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ยั่งยืน ลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต<br />
รายละเอียด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(28 เม.ย. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ &ldquo;วาระแห่งชาติด้านพลังงาน&rdquo; เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากราคา 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) รวมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 &nbsp;ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน จึงเห็นควรดำเนินการตามข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้<br />
1. มาตรการการบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน เช่น การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมทั้งมอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริงแต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน มีเป้าหมายเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำหรับสูตรค่าไฟใหม่จะแบ่งการคิดราคาเป็นแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น กลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก จะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย กลุ่มที่ใช้ไฟ 201 - 400 หน่วย ใน 200 หน่วยแรกจะคิดอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนที่เกินจะคิดอัตราหน่วยละ 3.59 บาท ถูกลงกว่าเดิมร้อยละ 10 และกลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะคิดอัตราใหม่ที่หน่วยละ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายน 2569 จะประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องไปทำประชาพิจารณ์ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมยืนยันว่า ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องการเหมาจ่าย การคิดเงินจะเป็นระบบขั้นบันไดคล้ายกับการคำนวณภาษี คือทุกคนจะได้สิทธิ์ส่วนลดใน 200 หน่วยแรกเหมือนกันหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงการใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแล้วจะต้องจ่ายหน่วยละ 5 บาททั้งหมดตั้งแต่หน่วยแรก ส่วนสาเหตุของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงที่เดิมผูกติดกับราคาก๊าซ LNG นำเข้าเพียงอย่างเดียว สูตรใหม่นี้คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟโดยรวมได้ถึงร้อยละ 30-40 มาตรการนี้จะมีผลเฉพาะภาคครัวเรือนเท่านั้น ไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม หรือผู้ที่ใช้มิเตอร์ประเภท TOU (มิเตอร์ที่คิดอัตราการใช้ไฟฟ้าแตกต่างกันตามช่วงเวลาการใช้)<br />
2. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น ส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก ซึ่งประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ และกำหนดหลักการการรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing (ระบบการคำนวณค่าไฟฟ้าแบบคิดแยกระหว่างค่าซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน กับค่าขายไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ให้การไฟฟ้า และนำเงินค่าขายไฟฟ้ามาหักลบกัน) และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model (เจ้าของอาคารไม่ต้องลงทุนเอง) และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder (การรับซื้อไฟฟ้าโดยให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมกับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม (อัตรารับซื้อไฟฟ้าคงที่ตลอดอายุโครงการ)&nbsp;<br />
3. มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน &nbsp;<br />
1) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลตั้งเป้าให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 พร้อมรายงานผลผ่าน www.e-report.energy.go.th เป็นประจำทุกเดือน แล้วให้กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทำหน้าที่กำกับดูแลและรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของหน่วยงานภาครัฐในภาพรวมเสนอนายกรัฐมนตรีเป็นประจำทุก 6 เดือน (เดือนตุลาคม - มีนาคม และเดือนเมษายน - กันยายน) และเชื่อมโยงกับการประเมินผลผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;<br />
2) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED และระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว&nbsp;<br />
3) การส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ การติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ มาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมทั้งการจัดทำแพลตฟอร์มกลางและแอปพลิเคชันกลางเพื่อเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลในภาพรวม อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐและเอกชนต่อไป&nbsp;<br />
4) ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอล ไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากมาตรการภาครัฐ จะช่วยบรรเทาผลกระทบของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาและนำมาใช้ประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการใช้พลังงานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรพลังงานโดยรวมของประเทศ ส่งผลให้เกิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต /&hellip;</span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiolampang.prd.go.th/th/file/get/file/20260430e7f04e312ba2ca13c032776d729d42d1101450.jpg' type='image/jpg' length='72941' />
</item>
</channel>
</rss>
