รัฐบาลติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดมาตรการดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วันสิ้นสุดลง
กระทรวงพลังงานประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบทยอยครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยกำหนดเพดาน ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมเตรียมเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล เช่น B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป และ B20 สำหรับรถบรรทุกและภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในประเทศ
ขณะเดียวกันจะ ปรับขึ้นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดลิตรละ 1 บาท และ ลดราคาน้ำมัน E20 ลง 79 สตางค์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น ซึ่งเป็นพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศและช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ
รัฐบาลยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอไม่น้อยกว่า 101 วัน จึงขอให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดและไม่กักตุนน้ำมัน เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนโดยไม่จำเป็น
ด้านกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอและยังไม่มีผู้ประกอบการขอปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคจำเป็น 8 รายการ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมจัดโครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพิ่มเติม
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศตรวจสอบสต๊อกยา ยืนยันว่า ยังมียาและเวชภัณฑ์เพียงพอใช้ได้อีกหลายเดือน พร้อมประสานภาคเอกชนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาพยาบาลของประชาชนไม่สะดุด
รัฐบาลย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคุมราคาสินค้า และดูแลค่าครองชีพของประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
#ราคาน้ำมัน #ดีเซล33บาท #มาตรการพลังงาน #ประหยัดพลังงาน #ค่าครองชีพประชาชน #ตรึงราคาสินค้า #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาลดูแลประชาชน